เมื่อ Wellness คือนิยามใหม่ของความมั่นคงของผู้คนยุคปัจจุบัน
ในโลกที่หมุนเวียนและเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว ทำให้ภาพจำที่เคยวัดความมั่นคงด้วยตัวเลขในบัญชีหรือตำแหน่งหน้าที่การงานเปลี่ยนไปเป็น Wellness หรือ สุขภาวะ เพราะคนยุคใหม่ตระหนักว่าการมีร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง เป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในยุคนี้ เปรียบเสมือนรากฐานสำคัญที่ช่วยให้เราพร้อมออกไปใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่
ผู้คนในยุคนี้จึงโฟกัสไปที่การดูแลตัวเองในทุกด้าน เพื่อให้พร้อมรับมือกับทุกความท้าทาย แต่คำว่า Wellness นั้นมีรายละเอียดที่ครอบคลุมมากกว่าแค่เรื่องสุขภาพกายทั่วไป Design Wellness เลยอยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักกันว่าแท้จริงแล้วคืออะไรกันแน่
ถอดรหัส 'Wellness ศิลปะแห่งการใช้ชีวิต’ ที่มากกว่าเรื่องสุขภาพ
หลายคนมักเข้าใจว่า Wellness คือ การที่ไม่เจ็บป่วยหรือไม่มีโรคประจำตัวเท่านั้น แต่ในความจริง Wellness มีความหมายที่กว้างกว่านั้นมาก เพราะมันคือการหันมาใส่ใจและปรับไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันด้วยตัวเอง เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในแบบที่เราต้องการ
เคล็ดลับสำคัญของ Wellness นั้นอยู่ที่การบาลานซ์วิถีชีวิตทุกด้านให้สอดคล้องกันไม่ว่าจะเป็นการเลือกกินของที่มีประโยชน์ การออกกำลังกาย วิธีจัดการความเครียด ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นจิ๊กซอว์ที่ต่อรวมกันเป็นสุขภาวะที่ดี ช่วยให้เรามีพลังพร้อมลุยและเอนจอยกับทุกเรื่องในแต่ละวันได้อย่างเต็มที่
8 แก่นแท้แห่งสุขภาวะ เมื่อความสมบูรณ์แบบคือทุกจังหวะของชีวิต

Wellness ไม่ได้มีแค่มิติเดียว แต่ประกอบขึ้นจาก 8 ด้านที่เชื่อมโยงกัน ขาดมิติใดมิติหนึ่งไป ภาพรวมของสุขภาวะก็จะสั่นคลอน เหมือนโต๊ะที่ขาข้างหนึ่งสั้นกว่าข้างอื่นทำให้เกิดความไม่มั่นคง ดังนั้นเราจึงควรปรับจูนแต่ละส่วนให้พอดี เพื่อให้ชีวิตเรามั่นคง
แน่นอนว่าแต่ละคนมีเป้าหมายและความต้องการที่ไม่เหมือนกัน การสร้างสมดุลทั้ง 8 ด้านนี้จึงไม่มีสูตรตายตัว เราสามารถเลือกโฟกัสและปรับใช้ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง แต่ก่อนจะไปปรับใช้เรามาทำความเข้าใจในแต่ละอันกันก่อนว่าคืออะไร
- Physical Wellness รากฐานสุขภาพกายที่แข็งแรงและสมดุล
Physical Wellness คือ การมีร่างกายที่แข็งแรงเริ่มต้นจากการดูแลตัวเองง่ายๆ ทั้งเรื่องอาหาร การขยับตัว และการเช็กสุขภาพ ลองบาลานซ์ความแอคทีฟกับการพักผ่อนให้พอดี เช่น เดินขึ้นบันไดแทนลิฟต์ หรือนอน 7-8 ชั่วโมงโดยงดจอก่อนนอน แค่หัดฟังเสียงร่างกายที่แล้วฉลาดของเราให้มากขึ้น เราก็จะเข้าใจและดูแลตัวเองได้อย่างเหมาะสมที่สุด

- Emotional Wellness ศิลปะการจัดการอารมณ์และรับมือความเครียด
Emotional Wellness คือ ความสามารถในการรู้เท่าทันความรู้สึก รับมือกับความเครียด และยังคงเอ็นจอยกับชีวิตได้ ลองหาเซฟโซนฮีลใจด้วยวิธีที่ชอบ เช่น เขียนไดอารี่ ฝึกหายใจ หรือเปิดใจขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างในวันที่อ่อนล้า แค่ค้นหาวิธีจัดการความเครียดที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ เราก็จะก้าวผ่านทุกความท้าทายไปได้อย่างมีสุข
- Intellectual Wellness การหล่อเลี้ยงความคิดและเปิดรับสิ่งใหม่
การหมั่นเติมอาหารสมองและเปิดรับมุมมองใหม่ๆ คือหัวใจสำคัญของ Intellectual Wellness ที่จะช่วยให้ความคิดของเราเติบโตและเฉียบคมอยู่เสมอ ลองหากิจกรรมที่ท้าทายตัวเองและขยายขอบเขตความรู้ เช่น การอ่านหนังสือ เล่นเกมฝึกสมอง หรือเรียนรู้ทักษะที่สนใจ เพียงแค่เรากล้าก้าวออกจากกรอบเดิมๆ การเรียนรู้สิ่งใหม่ก็จะช่วยให้เรามีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและเข้าใจความหลากหลายรอบตัวได้ดีขึ้น

- Spiritual Wellness เข็มทิศชีวิตและการค้นพบความหมายที่แท้จริง
การค้นพบความหมายและเป้าหมายที่สอดคล้องกับความเชื่อของเรา จะเป็นเสมือนเข็มทิศนำทางชีวิตให้มีความสงบในจิตใจ ลองหาเวลาพักเบรกจากความวุ่นวายเพื่อทบทวนตัวเอง ทำสมาธิ หรือออกไปสัมผัสความสวยงามของธรรมชาติ การมี Spiritual Wellness หรือจุดยึดเหนี่ยวในใจที่ชัดเจน จะช่วยให้เราก้าวเดินในทุกจังหวะของชีวิตได้อย่างมั่นคง และเห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆ รอบตัวมากยิ่งขึ้น
- Social Wellness การสร้างสัมพันธภาพและสังคมที่เกื้อหนุน
การมีคอนเนกชันและสัมพันธภาพที่ดีกับครอบครัว เพื่อนฝูง ไปจนถึงคนในสังคม เปรียบเสมือนเซฟโซนที่คอยเกื้อหนุนเรา ลองหาจังหวะจัดสรรเวลาคุณภาพเพื่อไปแฮงเอาท์กับคนสนิท หรือเปิดใจทำความรู้จักผู้คนใหม่ๆ ที่มีความสนใจตรงกัน เพื่อเติมเต็ม Social Wellness ของเราให้สมบูรณ์ เพราะการมีความสัมพันธ์ที่ดี จะช่วยสร้างความสุขและเป็นกำลังใจให้เราในทุกสถานการณ์
- Environmental Wellness การจัดสรรสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความสุข
พื้นที่ที่ปลอดภัยและน่าอยู่มีผลโดยตรงต่อความรู้สึกและพลังงานในแต่ละวันของเรา ซึ่งเป็นแก่นของ Environmental Wellness โดยเราสามารถเริ่มดูแลสภาพแวดล้อมรอบตัวได้ตั้งแต่การจัดระเบียบโต๊ะทำงานหรือบ้าน ไปจนถึงการหาเวลาออกไปสูดอากาศในสวนสาธารณะ ซึ่งการพาตัวเองไปอยู่ในสเปซที่ดีและเป็นมิตร จะช่วยชาร์จพลังบวกและทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายได้อย่างเต็มที่
- Occupational Wellness ความพึงพอใจและคุณค่าที่ได้จากการทำงาน
ความภูมิใจในสิ่งที่ทำคือแรงผลักดันสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นงานประจำหรือกิจกรรมอาสาสมัครที่เราให้คุณค่าและรู้สึกว่ามีความหมาย ลองค้นหางานที่ตอบโจทย์ความชอบ สร้างบรรยากาศการสื่อสารที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน และไม่ลืมที่จะบาลานซ์เวลาพักผ่อนให้ตัวเองอย่างพอดี สิ่งเหล่านี้แหละที่จะช่วยเติมเต็ม Occupational Wellness ทำให้เราสนุกกับงานที่ทำและตระหนักถึงความสามารถของตัวเองได้อย่างแท้จริง

- Financial Wellness: ความมั่นคงทางการเงินเพื่อความอุ่นใจ
ความสบายใจและพึงพอใจในเรื่องเงินทองเริ่มต้นจากการบริหารรายรับ รายจ่าย และหนี้สินให้ลงตัว ซึ่งเราสามารถสร้าง Financial Wellness ให้กับตัวเองได้ด้วยการทำงบประมาณรายเดือนง่ายๆ เพื่อวางแผนค่าใช้จ่าย หรือแบ่งเงินออมตามเป้าหมายชีวิต เมื่อเราจัดการทรัพยากรที่มีได้อย่างเหมาะสมและเข้าใจสถานะทางการเงินของตัวเอง ความกังวลในอนาคตก็จะลดลง ทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างอุ่นใจมากขึ้น
ปรากฏการณ์ Wellness ในยุคดิจิทัล: จากเทรนด์ไลฟ์สไตล์สู่กระแสไวรัล
ทุกวันนี้ถ้าลองเลื่อนฟีดในโซเชียลจะเห็นว่า Wellness ไม่ได้เป็นแค่คำในหนังสือสุขภาพอีกต่อไป แต่กลายเป็นหนึ่งในคอนเทนต์ที่คนแชร์และพูดถึงมากเป็นอันดับต้นๆ ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่สะท้อนให้เห็นว่าคนรุ่นนี้ตระหนักมากขึ้นว่าการใช้ชีวิตในแบบ เร็ว เหนื่อย ไม่พัก มีราคาที่ต้องจ่ายสูง ทั้งในแง่สุขภาพกาย สุขภาพจิต และความสัมพันธ์ Wellness จึงกลายเป็นช้อยส์ที่คนจำนวนมากเลือก
แบบไหนที่เรียกว่า ‘Wellness’
ในปีนี้ ภาพของ Wellness ในประเทศไทยชัดเจนขึ้นมากกว่าที่ผ่านมา ผ่านกระแสที่เกิดขึ้นจริงที่จะมีดาราหรืออินฟลูเอนเซอร์ ทั้งเบอร์เล็กเบอร์ใหญ่มาเข้าร่วมด้วยไม่ว่าจะเป็น
- Run Club คลับที่นัดกันวิ่งทุกเช้าหรือเย็น ทั้งวันธรรมดาหรือเสาร์อาทิตย์ โดยไม่ได้มาเพื่อแข่งความเร็วหรือระยะทาง แต่มาเพราะอยากได้ทั้งสุขภาพและคอมมูนิตี้ที่ให้ความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน
- เดินป่า เส้นทางที่เคยเงียบเหงากลับมาคึกคัก เพราะคนรุ่นใหม่หันมาหาธรรมชาติเพื่อรีเซ็ตร่างกายและหัวใจ ออกจากจอและออกจากเมืองไปพร้อมกัน
- เต้นแอโรบิคที่สวนลุม กระแสที่ดังข้ามคืนในช่วงนี้ คนนับร้อยมารวมตัวเต้นพร้อมกันกลางสวนสาธารณะ เป็นหลักฐานที่ชัดที่สุดว่า Wellness ไม่จำเป็นต้องแพง ไม่ต้องซับซ้อน แค่ลงมือทำร่วมกัน

เพราะสุขภาพดีไม่มี 'สูตรสำเร็จรูป'
กิจกรรมที่กล่าวไปเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงกระแส Wellness ที่ระอุขึ้นในเมืองไทย แต่การที่จะวิ่งไปตามกระแสนั้นไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไป เพราะเรื่องบางเรื่องก็เหมาะกับคนบางคน รูปแบบที่ได้ผลกับคนหนึ่งอาจไม่ได้ผลกับอีกคน เนื่องจาก ร่างกาย ไลฟ์สไตล์ และความต้องการของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การพยายามทำตามสูตรของคนอื่นโดยไม่เข้าใจตัวเอง ไม่ต่างจากการใส่รองเท้าที่ไม่ใช่ไซส์ของตัวเอง อาจจะใส่ไปได้ แต่ก็จะสร้างความเสียหายให้กับร่างกายและจิตใจอยู่ดี
Wellness ที่ดีควรมีผู้ชำนาญการเคียงข้าง

ในเมื่อไม่มีสูตรตายตัว จะทำตามคนอื่นก็ไม่ได้ การที่เราจะพยายามคลำหาทิศทางที่ถูกต้องด้วยตัวเองอาจจะทำให้เสียเวลาและหลงทางได้ง่าย การหันหน้าเข้าหาที่ปรึกษาที่เข้าใจในศาสตร์ของ Wellness อย่าง
พญ.วิมลัก เสือดี (หมอวิม) ที่มีประสบการณ์กว่า 19 ปี ในฐานะแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยที่ครอบคลุมทั้งการปรับสมดุลฮอร์โมน โภชนบำบัด และการฟื้นฟูเซลล์ พร้อมที่จะช่วยคุณออกแบบแผนสุขภาพอย่างรอบด้าน เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและเหมาะสมกับแต่ละบุคคลที่สุด
หมอวิม พร้อมที่จะช่วยคุณถอดรหัสร่างกายอย่างลึกซึ้งผ่านยีนด้วย Epigenetics และออกแบบแผนสุขภาพอย่างรอบด้าน เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและเหมาะสมกับเงื่อนไขของแต่ละบุคคลที่สุด ที่ Design Wellness เราจึงไม่ใช่แค่สถานพยาบาล แต่เป็นพาร์ทเนอร์ที่จะช่วยคัดกรองสิ่งที่ 'ใช่' และตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าเส้นทาง Wellness ที่คุณเลือก คือทางที่ปลอดภัยและเห็นผลลัพธ์ในแบบที่เป็นคุณจริงๆ


.png)

