เชื่อไหม สุขภาพดีของแต่ละคนไม่เหมือนกัน มาออกแบบด้วย Epigenetics

หากถามว่านิยามของ ‘สุขภาพดี’ คืออะไร คำตอบที่ได้คงไม่เหมือนกันเลยในแต่คน บางคนบอกว่าสุขภาพดีคือการออกกำลังกาย กินอาหารที่โปรตีนถึง ไม่กินน้ำตาลและไม่แตะแอลกอฮอล์ ในขณะที่บางคนบอกว่าสุขภาพดีคือการมีความสุข ได้นั่งดื่มกับเพื่อน ได้หัวเราะ และได้ผ่อนคลาย

ทั้งสองมุมมองนั้นต่างก็ไม่มีสิ่งใดผิดหรือถูกต้องทั้งหมด เพราะหนทางสู่สุขภาพดีนั้น ไม่ได้มีคำตอบเดียว แต่เหมาะสมและแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยจะขึ้นอยู่กับพันธุกรรม วิถีชีวิต และสภาพแวดล้อม ซึ่งการจะค้นหาแนวทางนั้นได้ต้องเข้าใจร่างกายตัวเองก่อน คำตอบของเรื่องนี้ซ่อนอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า Epigenetics  (เอพิเจเนติกส์)

‘เลิกเชื่อสูตรสำเร็จ’ เพราะร่างกายเราไม่เหมือนกัน

แต่ก่อนจะไปถึง Epigenetics เรามาปรับความเข้าใจกันก่อน ทุกวันนี้โลกโซเชียลเต็มไปด้วยสูตรสุขภาพที่บอกว่าต้องทำแบบนี้สิถึงจะดี เช่น กินคีโต (Keto) ทำ IF (Intermittent Fasting) แช่ Ice Bath ฯลฯ แล้วสุขภาพจะดีขึ้น แต่พอลองกลับมาทำด้วยตัวเองผลลัพธ์กลับไม่ได้อย่างที่บอกไว้ นั้นเป็นเพราะร่างกายของคนเราไม่เหมือนและแตกต่างกันกว่าตาเปล่าจะมองเห็น 

การพยายามฝืนทำตามสูตรสำเร็จโดยไม่เข้าใจกลไกของร่างกายตัวเอง นอกจากจะทำให้เหนื่อยเปล่าแล้วอาจยังส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวอีกด้วย ดังนั้นสิ่งที่ดีต่อคนหนึ่งไม่ได้การันตีว่าจะดีต่อเราเสมอไป เราจึงควรค้นหาสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุดโดยกลไกที่เรียกว่า Epigenetics

รู้จัก Epigenetics ยีนที่ปรับเปลี่ยนสุขภาพได้ตามไลฟ์สไตล์

หลายคนอาจจะคุ้นชินกับคำว่า DNA (ดีเอ็นเอ) หรือ พันธุกรรม ซึ่งเป็นรหัสทางชีววิทยาที่เราได้รับสืบทอดมาจากพ่อแม่ตั้งแต่เกิด ทำให้เราสืบทอดสิ่งต่าง ๆ มาจากพ่อแม่ไม่ว่าจะเป็น เส้นผม สีผิว ดวงตา ฯลฯ โดยรหัสเหล่านี้จะถูกฝังอยู่ในทุกเซลล์ของเรา ไม่สามารถเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือปรับได้ 

แต่ร่างกายของเรายังมีอีกกลไกหนึ่งที่เรียกว่า Epigenetics ที่จะทำหน้าที่คอยควบคุมเหมือนสวิตช์ ที่คอยเปิด-ปิด การทำงานของยีนในร่างกายว่าตัวไหนควรเปิดหรือตัวไหนควรปิด เช่น ปิดยีนที่สืบทอดโรคทางพันธุกรรม หรือเปิดยีนที่คอยช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอ เพื่อชะลอความเสื่อมวัย โดยไม่ได้เข้าไปเปลี่ยนแปลงหรือตัดต่อรหัส DNA ของเราแม้แต่น้อย แต่เราสามารถควบคุมการเปิด-ปิดสวิตช์เหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง ผ่านการกลไกใน 3 รูปแบบหลัก ๆ ได้แก่

1. DNA Methylation คือ การที่ร่างกายนำสารเคมีที่เรียกว่า หมู่เมทิล (Methylation) เพิ่มไว้บนสาย DNA ซึ่งจะทำให้ยีนบริเวณนั้นถูกระงับการทำงาน ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี

2. Histone Modification ปกติแล้วดีเอ็นเอของเราจะพันอยู่รอบโปรตีนที่ชื่อว่า ฮิสโตน (Histone) โดยเราสามารถเติมสารเคมีเข้าไป หรือ เอาสารเคมีบางอย่างออกมา ช่วยให้สามารถเปิด-ปิดยีน โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยน DNA

3. MicroRNA Regulation ปกติเวลาที่ยีนจะสั่งงาน จะต้องส่งข้อความ (mRNA) ไปบอกเซลล์ แต่ร่างกายจะมีโมเลกุลที่เรียกว่า MicroRNA ทำหน้าที่เหมือน ฟิลเตอร์คอยกรองข้อความ โดยจะคอยสกัดจับบางข้อความไม่ให้ส่งถึงปลายทาง เพื่อลดหรือป้องกันไม่ให้ยีนนั้นแสดงผลออกมา แต่จะเปิดทางให้ข้อความจากยีนที่ดี เพื่อส่งเสริมสุขภาพร่างกายให้ดีขึ้น 

อะไรบ้างที่ส่งผลต่อ Epigenetics?

อย่างที่ทราบกันแล้วว่า Epigenetics ทำหน้าที่เสมือนสวิตช์คอย เปิด-ปิดยีนผ่านกลไกทั้ง 3 รูปแบบ คำถามที่ตามมาคือ แล้วอะไรที่เป็นตัวสั่งการให้ร่างกายปรับเปลี่ยนกลไกเหล่านี้ คำตอบก็คือ ทุกสิ่งที่เราทำและสภาพแวดล้อมที่เราเผชิญในทุก ๆ วัน โดยร่างกายของเราจะมีการเก็บข้อมูลพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะมีอิทธิพลโดยตรงต่อการไปกระตุ้นหรือยับยั้งการทำงานของ Epigenetics เช่น

  1. โภชนาการและสารอาหาร (Diet & Nutrition) อาหาร คือ สิ่งสำคัญของกลไก Epigenetics เช่น สารอาหารกลุ่มวิตามินบี โฟเลต หรือโคลีน (พบมากในผักใบเขียว ไข่ และธัญพืช) จะเป็นสารตั้งต้นที่ร่างกายนำไปใช้ในกระบวนการ DNA Methylation เพื่อกดสวิตช์ ปิดยีนก่อมะเร็ง ในทางกลับกัน หากเรากินน้ำตาลสูงหรือไขมันทรานส์เป็นประจำ ก็จะเป็นการไปเปิด สวิตช์ยีนที่ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง
  1. สภาพแวดล้อม (Environment) สภาพแวดล้อมที่เราอยู่มีผลอย่างมากต่อการปรับเปลี่ยน โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่เป็น มลภาวะสารพิษ เช่น ฝุ่นควัน PM2.5 ควันบุหรี่ โลหะหนัก หรือแอลกอฮอล์ สารพิษเหล่านี้สามารถเข้าไปรบกวนกระบวนการ Histone Modification ทำให้สวิตช์ยีนที่คอยปกป้องร่างกายถูกปิดลง และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ
  1. ความเครียดสะสม (Chronic Stress) ความเครียดไม่ได้ส่งผลแค่สภาพจิตใจ แต่ส่งผลลึกถึงระดับ DNA เมื่อเราเครียดเรื้อรัง ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisal) ออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งฮอร์โมนนี้สามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลงการทำงานของ Epigenetics สั่งให้ยีนที่ดูแลระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง และไปเปิดการทำงานของยีนที่เร่งความชรา

  1. การเคลื่อนไหวและออกกำลังกาย (Physical Activity) การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการสั่งการ Epigenetics โดยจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้าง MicroRNA บางชนิดที่ไปยับยั้งการเกิดโรค พร้อมกับเปิดสวิตช์ยีนที่ช่วยเรื่องการเผาผลาญพลังงานและการปกป้องหลอดเลือดหัวใจ

  1. คุณภาพการนอนหลับ (Sleep Quality) ช่วงเวลาที่เรานอนหลับลึกคือช่วงเวลาทองที่เซลล์จะทำการฟื้นฟูตัวเอง การอดนอนหรือนอนหลับไม่มีคุณภาพติดต่อกันนาน ๆ จะไปรบกวนการจัดระเบียบของ Epigenetics ทำให้ร่างกายซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอไม่ทัน ส่งผลให้เซลล์เสื่อมสภาพเร็วกว่าวัย 

Epigenetics ส่งผลอย่างไรต่อสุขภาพ

เมื่อ Epigenetics ถูกรบกวนสะสมไปเรื่อย ๆ ผลที่ตามมามักมีตั้งแต่สัญญาณเล็ก ๆ ที่รู้สึกได้ในชีวิตประจำวัน ที่เราชินชาจนเผลอมองว่าเป็นเรื่องปกติ เช่น ตื่นมาแล้วยังเหนื่อย ทั้งที่นอนครบชั่วโมง สมองล้า โฟกัสยาก หรือน้ำหนักขึ้นง่ายผิดปกติทั้ง ๆ ที่กินเท่าเดิม สัญญาณเหล่านี้คือเสียงเตือนจากร่างกายว่ากลไก Epigenetics กำลังทำงานผิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็น

เมื่อสะสมนาน ๆ ความเสี่ยงโรคร้ายแรงก็ตามมา หาก Epigenetics ถูกรบกวนอย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้รับการปรับแก้ ผลลัพธ์ที่ตามมาในระยะยาวอาจรุนแรงกว่าที่คิดซึ่งโรคที่เชื่อมโยงกับความผิดปกติของ Epigenetics มีหลากหลาย เช่น โรคมะเร็ง, เบาหวาน, โรคหัวใจ, โรคซึมเศร้า, โรคชรา เป็นต้น

แต่ข่าวดีคือ Epigenetics เปลี่ยนแปลงได้ แม้เราจะเริ่มต้นด้วยพันธุกรรมที่ไม่เอื้ออำนวย แต่การปรับพฤติกรรม อาหาร สภาพแวดล้อม และการดูแลจิตใจ ก็สามารถค่อย ๆ เปลี่ยนทิศทางของสวิตช์ยีนให้กลับมาทำงานในแนวทางที่ดีต่อสุขภาพได้

มรดกทางสุขภาพ Epigenetics ส่งต่อถึงลูกหลานได้

ความมหัศจรรย์ของ Epigenetics นั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ตัวเรา แต่ยังสามารถส่งต่อมรดกทางสุขภาพ ไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลานได้ นั่นหมายความว่าหากพ่อแม่ใช้ชีวิตท่ามกลางความเครียดสะสม บริโภคอาหารที่ไม่มีคุณภาพ หรือสัมผัสสารพิษต่อเนื่อง สิ่งที่ผิดปกติเหล่านี้อาจถูกถ่ายทอดสู่ลูกได้ตั้งแต่ยังไม่ลืมตาดูโลก ซึ่งอาจเป็นคำตอบว่าทำไมบางครอบครัวถึงมีแนวโน้มเป็นโรคเรื้อรังซ้ำกันหลายรุ่น

แต่ในทางกลับกัน นี่คือข่าวดีสำหรับคนรักสุขภาพ เพราะมรดกที่ดีก็ส่งต่อได้เช่นกันการดูแลตัวเองในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกกินอาหารที่ดีหรือการจัดการอารมณ์ จึงไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป แต่ยังเป็นการวางรากฐานสุขภาพที่แข็งแรง และส่งมอบต้นทุนชีวิตที่มีค่าที่สุดให้กับลูกหลานของคุณในอนาคต

ประโยชน์ของการตรวจ Epigenetics

เมื่อรู้แล้วว่า Epigenetics สามารถส่งต่อถึงลูกหลานได้ การตรวจ Epigenetics จึงไม่ใช่แค่การดูแลสุขภาพของตัวเอง แต่คือการวางรากฐานที่ดีให้กับคนที่เรารักด้วย โดยประโยชน์ที่จะได้รับจากการตรวจมีหลายด้าน ได้แก่

  • เห็นความเสี่ยงของโรค ที่ซ่อนอยู่ในระดับยีนก่อนที่อาการจะแสดงออกมา ทำให้ปรับพฤติกรรมได้ทันก่อนที่ปัญหาจะลุกลาม
  • ดูแลสุขภาพได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แทนที่จะลองผิดลองถูกกับสูตรสุขภาพที่ไม่รู้ว่าเหมาะกับตัวเองหรือเปล่า ผลการตรวจจะช่วยให้รู้ว่าร่างกายของเราตอบสนองต่ออาหาร การออกกำลังกาย หรือสภาพแวดล้อมแบบไหนอย่างไร
  • ชะลอความเสื่อมของเซลล์ เมื่อรู้ว่ายีนไหนกำลังทำงานผิดเพี้ยน ก็สามารถปรับวิถีชีวิตเพื่อเปิด-ปิดสวิตช์ยีนให้ถูกต้องได้
  • วางรากฐานสุขภาพให้ลูกหลาน สำหรับคนที่วางแผนจะมีบุตร ยังช่วยให้เข้าใจว่าควรปรับพฤติกรรมด้านไหนก่อน เพื่อส่งต่อรากฐานสุขภาพที่ดีที่สุดให้กับลูกด้วยตรวจ Epigenetics ได้ที่ไหน

ปัจจุบันการตรวจ Epigenetics สามารถตรวจได้ตามศูนย์สุขภาพและคลินิกสุขภาพเชิงป้องกัน แต่สิ่งที่ควรคำนึงถึงคือการตรวจ Epigenetics ไม่ใช่แค่การรู้ตัวเลขหรือผลแล็บ แต่คือการนำผลที่ได้มาแปลความและวางแผนดูแลสุขภาพให้ตรงกับร่างกายของเราจริง ๆ ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญเฉพาะทางในการอ่านและวิเคราะห์ผล

ดังนั้นหากอยากได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและนำไปใช้ได้จริง ควรเลือกตรวจกับแพทย์ที่มีความชำนาญการด้านนี้โดยตรงที่ Design Wellness กับ พญ.วิมลัก เสือดี (หมอวิม) ที่มีประสบการณ์กว่า 19 ปี ในฐานะแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยที่ครอบคลุมทั้งการปรับสมดุลฮอร์โมน โภชนบำบัด และการฟื้นฟูเซลล์ พร้อมที่จะช่วยคุณออกแบบแผนสุขภาพอย่างรอบด้าน เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและเหมาะสมกับแต่ละบุคคลที่สุด

ตรวจ Epigenetics ที่ Design Wellness มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง

สำหรับใครที่สนใจอยากเริ่มต้นดูแลสุขภาพด้วย Epigenetics ที่ Design Wellness ขั้นตอนการตรวจไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด โดยมีขั้นตอนดังนี้

  1. ปรึกษาแพทย์เบื้องต้น เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับประวัติสุขภาพ พฤติกรรมการใช้ชีวิต และเป้าหมายด้านสุขภาพ เพื่อให้แพทย์สามารถวางแผนการตรวจที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล
  2. เก็บตัวอย่างเพื่อวิเคราะห์ เก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมเพื่อนำไปวิเคราะห์รูปแบบการทำงานของ Epigenetics ในเชิงลึก
  3. วิเคราะห์และแปลผล แพทย์จะนำผลที่ได้มาวิเคราะห์อย่างละเอียด เพื่อให้เห็นภาพชัดว่าสวิตช์ยีนไหนกำลังทำงานผิดปกติ และมีความเสี่ยงด้านสุขภาพในส่วนไหนบ้าง
  4. ออกแบบแผนสุขภาพเฉพาะบุคคล หลังจากได้ผลแล้ว หมอวิมจะช่วยออกแบบแผนดูแลสุขภาพที่ครอบคลุมทั้งด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย การปรับสมดุลฮอร์โมน และการฟื้นฟูเซลล์ ที่เหมาะสมกับร่างกายของคุณโดยเฉพาะ
  5. ติดตามผลและปรับแผน สุขภาพไม่ใช่การแก้ปัญหาครั้งเดียวแล้วจบ แพทย์จะนัดติดตามผลเพื่อประเมินความเปลี่ยนแปลงและปรับแผนให้เหมาะสมกับร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลา

สุขภาพดีแบบไม่ต้องฝืน ด้วยแผนดูแลที่ออกแบบมาเพื่อยีนของคุณโดยเฉพาะ

สุขภาพดีไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัว เพราะทุกคนมีพันธุกรรม วิถีชีวิต และสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน สิ่งที่ได้ผลกับคนอื่นอาจไม่ใช่คำตอบของคุณเสมอไป และการฝืนทำตามสิ่งที่ร่างกายไม่ตอบสนองก็ไม่ได้ทำให้สุขภาพดีขึ้นจริง

Epigenetics จึงไม่ใช่แค่ศาสตร์ที่น่าสนใจ แต่คือเครื่องมือที่ช่วยให้เราเข้าใจร่างกายตัวเองได้ลึกขึ้น ว่าอะไรที่กำลังทำงานอยู่ อะไรที่ควรปรับ และอะไรที่ส่งผลต่อสุขภาพของเราในระยะยาว รวมถึงคนที่เรารักในอนาคตด้วยเพราะการดูแลสุขภาพที่ดีที่สุด ไม่ใช่การทำตามที่คนอื่นบอก แต่คือการดูแลที่เริ่มต้นจากการรู้จักตัวเองอย่างแท้จริง เริ่มดูแลสุขภาพตัวเองได้ตั้งแต่วันนี้ที่ Design Wellness

ดูแลสุขภาพอย่างถูกต้อง
เริ่มต้นจากการออกแบบเพื่อร่างกายเฉพาะคุณ

เพราะทุกคนเกิดมาแตกต่างกัน เราจึงให้ความสำคัญกับการดูแลแบบลงลึกรายบุคคล
เปิดประตูสู่การใช้ชีวิตที่สดใสยิ่งกว่าที่เคย

จองคิวปรึกษาฟรี !